เทรนด์ Longevity มาแรง! “ไอ-เทล” 1 ในธุรกิจของไทยยูเนี่ยน เผย 78% เจ้าของสัตว์เลี้ยงทั่วโลกมองหาอาหารเพื่อสุขภาพเกรด Premium ให้ลูกรัก “หมา-แมว” มีอายุยืนขึ้น พร้อมตั้งเป้าปี 2569 รายได้อาหารสัตว์เลี้ยงจากนวัตกรรมโต 15%
บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC หนึ่งในกลุ่มธุรกิจของไทยยูเนี่ยนที่ผลิตอาหารและขนมสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม ชู 3 กลยุทธ์ “Collaboration, Longevity และ Palatability” ปักธงเพิ่มสัดส่วนรายได้จากนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เป็น 15% ของรายได้รวมในปี 2569 นับเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ซึ่งนวัตกรรมผลิตภัณฑ์นั้นคิดเป็น 11% ของมูลค่ายอดขายสุทธิของบริษัท
พร้อมเจาะลึกเทรนด์ผู้บริโภคเพื่อสร้างการเติบโตของไอ-เทล ที่หันมามุ่งเน้นเรื่องสุขภาพและการมีอายุที่ยืนยาว (Longevity) ของสัตว์เลี้ยง สืบเนื่องจากการเติบโตของประชากรสัตว์เลี้ยงในช่วงโควิด-19 และปัจจุบันสัตว์เลี้ยงกลุ่มนี้เริ่มมีอายุมากขึ้น
บรรดาเจ้าของสัตว์เลี้ยง (Pet Parents) ทั่วโลกราว 78% เริ่มมองหาตัวเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและมีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับ แนวโน้มนี้สอดคล้องกับคาดการณ์ว่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงกลุ่มโภชนบำบัด (Nutraceuticals) จะขยายตัวต่อเนื่องด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 7.1% ต่อปี นับจากปี 2569 และจะมีมูลค่าสูงถึง 8.84 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2574
ทั้งนี้ เพื่อตอบรับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ไอ-เทล ได้เร่งพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพและรสชาติ โดยที่ผ่านมามีการเปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์รวมกว่า 548 รายการในช่วงปี 2567-2568 ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงชั้นนำที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
ภาคย์ ชีวรักษ์สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพาณิชย์ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "ในปี 2569 เราเห็นกระแสการเติบโตต่อเนื่องของอุตสาหกรรมอาหารและขนมสัตว์เลี้ยง ผู้บริโภคจำนวนมากมองหาผลิตภัณฑ์ที่มอบประโยชน์ด้านสุขภาพและเป็นที่ชื่นชอบของสัตว์เลี้ยง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไอ-เทลมองว่านวัตกรรมคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตและผลการดำเนินงานของบริษัทในระยะยาว ซึ่งกลยุทธ์นวัตกรรมของเราให้ความสำคัญกับโภชนาการที่ตั้งอยู่บนหลักวิทยาศาสตร์ (science-led nutrition) เพื่อช่วยส่งเสริมสัตว์เลี้ยงให้มีสุขภาพดีและอายุยืนยาว พร้อมทั้งออกแบบให้ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน และมอบความสุขให้กับสัตว์เลี้ยง”

สำหรับ 3 เสาหลักของกลยุทธ์นวัตกรรมไอ-เทล
1. การผลักดันนวัตกรรมผ่านความร่วมมือ (Collaboration) ไอ-เทล ทำงานร่วมกับลูกค้าซึ่งเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาคอนเซปต์สินค้าต้นแบบ เพื่อร่วมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่บูรณาการข้อมูลเชิงลึกของตลาดเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาของบริษัท
ขณะเดียวกัน ไอ-เทล ยังผนึกกำลังกับ 5 มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และโภชนาการสัตว์เลี้ยง ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ภาควิชาการเข้ากับการทำงานในภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง อาทิ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารแมว i-Cattery ศูนย์นวัตกรรม Global PetCare Innovation Center และศูนย์นวัตกรรม Global Innovation Center ในการพัฒนา ทดสอบ และต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่การวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์

2. การยกระดับโภชนาการเพื่อสุขภาพที่ดีและอายุที่ยืนยาวของสัตว์เลี้ยง (Longevity) ไอ-เทล เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะด้าน(Functional Food) ภายใต้แนวทางการดำเนินงานที่ตั้งอยู่บนหลักทางวิทยาศาสตร์ โดยมีเป้าหมายขยายนวัตกรรมให้ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (Supplement) โภชนบำบัด (Nutraceuticals) และ Personalized Diets ภายในปี 2573
บริษัทมุ่งพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมด้านสุขภาพที่ให้ประโยชน์มากกว่าแค่โภชนาการขั้นพื้นฐาน โดยที่ผ่านมา ไอ-เทลมีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์กลุ่ม Functional Ingredients ที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายอาทิ โปรตีนไฮโดรไลเซต (Protein Hydrolysates) โปรตีนย่อยง่ายคุณภาพสูงซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะภูมิแพ้ที่เกิดจากอาหารและเพิ่มการดูดซึมสารอาหาร ไปจนถึงส่วนผสมจากอาหารทะเลอย่างน้ำมันทูน่า และแคลเซียมจากกระดูกปลาทูน่า ซึ่งต่อยอดมาจากความเชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากท้องทะเลของไทยยูเนี่ยน
นอกจากนี้ นวัตกรรมของไอ-เทลยังใช้กระบวนการผลิตและเทคโนโลยีการแปรรูปที่คงคุณค่าทางโภชนาการไว้อย่างครบถ้วน และยึดมั่นในมาตรฐานด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ (responsible sourcing) พร้อมระบบที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จริงและโปร่งใส (traceability)


3. นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยหลักวิทยาศาสตร์พร้อมความอร่อยที่พิสูจน์ได้ (Palatability)
บริษัทกำหนดให้ ‘ความน่ากิน’ (Palatability) เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ซึ่งการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารแมว i-Cattery ช่วยให้บริษัทสามารถทดสอบผลิตภัณฑ์จริงผ่านการทำงานร่วมกับบรรดา‘แมวนักชิม’ เพื่อถอดรหัสข้อมูลเชิงลึกและทำความเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของสัตว์เลี้ยง จนมั่นใจว่าทุกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบจาก i-Cattery จะเป็นที่ชื่นชอบของสัตว์เลี้ยง
นอกจากนี้ i-Cattery ยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเร่งกระบวนการคิดค้นพัฒนาสูตรอาหารและผลิตภัณฑ์ให้เร็วขึ้น 3 เท่า โดยระหว่างปี 2566 ถึง 2568i-Cattery ได้ทดสอบผลิตภัณฑ์กว่า 795 รายการให้กับแบรนด์อาหารสัตว์ชั้นนำระดับโลกกว่า 20 แบรนด์
ความมุ่งมั่นดังกล่าวนั้นตอกย้ำด้วยความสำเร็จของ i-Cattery ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสวัสดิภาพที่ดีของสัตว์เพื่อการวิจัยและการดำเนินงานทางวิทยาศาสตร์ในระดับสูงสุดจาก AAALAC International หรือ Association for Assessment and Accreditation of Laboratory Animal Care International โดยไอ-เทลถือเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงเพียงรายเดียวของโลกที่ได้รับการรับรองดังกล่าว ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้ลูกค้า คู่ค้า และผู้บริโภคทั่วโลก

ภาพ : ไอ-เทล
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : กระแส ‘โยเกิร์ต’ ฮิตไม่ไหว! นางเอก ‘ญดา นริลญา’ กระโดดร่วมวง ทุ่ม 7-10 ล้าน ปั้นแบรนด์ ‘YoPPa Yogurt’ ตั้งเป้าขยายไม่เกิน 5 สาขาในปีนี้
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

