“ไข่ผำ-เมล็ดฟักทอง” โปรตีนทางเลือกยุคใหม่ เปิดเกมนวัตกรรมอาหารไทย สู่ตลาดสุขภาพโลก

“ไข่ผำ-เมล็ดฟักทอง” โปรตีนทางเลือกยุคใหม่ เปิดเกมนวัตกรรมอาหารไทย สู่ตลาดสุขภาพโลก

FORBES THAILAND / ADMIN
27 Aug 2026 | 06:45 PM
READ 120

ไข่ผำ ดักแด้ไหม เมล็ดฟักทอง กำลังถูกยกระดับสู่ “โปรตีนทางเลือก” เมื่อวัตถุดิบพื้นถิ่นผสานนวัตกรรม กลายเป็นอาหารมูลค่าสูง เปิดโอกาสใหม่ธุรกิจอาหารไทย สู่ตลาดสุขภาพระดับโลก


    จากภาพจำของอาหารเพื่อสุขภาพที่อาจวนเวียนอยู่กับอกไก่ ไข่ต้ม หรืออาหารคลีนแบบเดิม วันนี้ตลาดกำลังเปลี่ยนไป เมื่อ “โปรตีนทางเลือก” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโปรตีนจากพืชหรือผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์ แต่ขยายไปสู่วัตถุดิบที่หลากหลาย ตั้งแต่สาหร่าย ไข่ผำ ดักแด้ไหม ไปจนถึงเมล็ดฟักทอง

    การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ไม่ได้มองหาเพียงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ แต่ต้องตอบโจทย์ทั้งสุขภาพ ความอร่อย ความสะดวก และไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ โดยเฉพาะอาหารในรูปแบบ Grab & Go ที่สามารถบริโภคได้ง่ายในชีวิตประจำวัน

    ปัจจัยเหล่านี้กำลังผลักดันให้ “โปรตีนทางเลือก” ขยับจากตลาดเฉพาะกลุ่ม เข้ามาเป็นหนึ่งในโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมอาหาร และเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการนำวัตถุดิบใหม่ๆ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น


Wellness Economy โต ดันตลาดโปรตีนทางเลือก

    การเติบโตของตลาดโปรตีนทางเลือกเกิดขึ้นท่ามกลางการขยายตัวของ Wellness Economy ซึ่ง Global Wellness Institute (GWI) คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 8.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2027

    ขณะเดียวกัน ตลาดโปรตีนทางเลือกทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 7.9% ต่อปี และคาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 3.5 หมื่นล้านเหรียญภายในปี 2030 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น และมองหาอาหารที่สามารถตอบโจทย์ทั้งโภชนาการและรูปแบบการใช้ชีวิต

    เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน “โปรตีน” จึงไม่ได้เป็นเพียงสารอาหารที่ต้องเติมให้ครบในแต่ละมื้อ แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบผลิตภัณฑ์อาหารรูปแบบใหม่ ตั้งแต่อาหารและเครื่องดื่มพร้อมรับประทาน ไปจนถึงอาหารฟังก์ชันนอลและอาหารทางการแพทย์

    สำหรับประเทศไทย โอกาสไม่ได้อยู่เพียงการเข้าไปแข่งขันในตลาดโปรตีนทางเลือกที่กำลังเติบโต แต่ยังอยู่ที่การนำ “วัตถุดิบไทย” มาสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

    สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จึงเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมอาหาร ตั้งแต่การนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ เช่น โครงการ Thai Kitchen ที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบท้องถิ่นและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

    เพราะจุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้มีเพียงการเป็น “ครัวของโลก” แต่ยังรวมถึงความหลากหลายของวัตถุดิบที่มีเอกลักษณ์และคุณค่าทางโภชนาการ หากสามารถผสานวัตถุดิบเหล่านี้เข้ากับงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ก็มีโอกาสเปลี่ยนวัตถุดิบที่มีมูลค่าไม่สูงในวันนี้ ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าสูงในอนาคต


จากไข่ผำถึงเมล็ดฟักทอง เมื่อวัตถุดิบไทยกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ

    ตัวอย่างที่สะท้อนทิศทางดังกล่าวคือการนำวัตถุดิบที่คุ้นเคยมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์โปรตีนและอาหารเพื่อสุขภาพรูปแบบใหม่

    Flo Wolffia (โฟล วูล์ฟเฟีย) นำ “ไข่ผำ” ซึ่งเป็นพืชน้ำพื้นบ้านของไทย มาพัฒนาด้วยระบบเพาะเลี้ยงแบบปิดที่สามารถควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย ก่อนแปรรูปเป็นผงสารอาหารเข้มข้นที่สามารถนำไปผสมในอาหารและเครื่องดื่มได้ โดยมีจุดขายด้านคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งโปรตีน กรดอะมิโนจำเป็น ธาตุเหล็ก วิตามิน และไฟเบอร์


    กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า โอกาสของวัตถุดิบท้องถิ่นไม่ได้จบอยู่ที่การจำหน่ายในรูปแบบวัตถุดิบ แต่สามารถต่อยอดไปสู่ ingredient technology หรือส่วนประกอบอาหารที่นำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นได้ ซึ่งช่วยขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

    อีกตัวอย่างคือ Pumpkin Protein Jelly เจลลี่เสริมโปรตีนจากเมล็ดฟักทอง ซึ่งพัฒนาต่อยอดเข้าสู่ตลาดอาหารทางการแพทย์ เพื่อรองรับความต้องการของสังคมผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะกลืนลำบาก

    ความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์ไม่ได้อยู่เพียงแหล่งโปรตีน แต่เป็นการใช้นวัตกรรมด้านเนื้อสัมผัสเข้ามาแก้โจทย์เฉพาะของผู้บริโภค โดยพัฒนาให้เจลลี่มีความนุ่มลื่นและคงตัว ไม่เหลวเป็นน้ำ ขณะเดียวกันสามารถละลายได้ง่ายในช่องปาก เพื่อลดความเสี่ยงจากการสำลัก พร้อมเสริมแร่ธาตุอย่างสังกะสีและแมกนีเซียม


    นี่จึงเป็นตัวอย่างของการขยับจาก “อาหารเพื่อสุขภาพ” ไปสู่ “อาหารที่ตอบโจทย์เฉพาะทาง” ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์มากขึ้น

    ขณะที่ GreenClean นำไข่ผำมาพัฒนาเป็นผงโรยข้าวโปรตีนสูตรฟังก์ชันนอล โดยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่แทนผงโรยข้าวทั่วไปที่มีโซเดียมและผงชูรสสูง

    ผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าเครื่องปรุงรส โดยนำเสนอในรูปแบบอาหารสุขภาพที่บริโภคง่าย เพียงโรยบนข้าวก็สามารถรับประทานได้ทันที พร้อมเพิ่มคุณค่าด้วยโปรตีน ไฟเบอร์ และจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อลำไส้


    ทั้ง 3 กรณีจึงสะท้อนภาพเดียวกัน นั่นคือการนำ “วัตถุดิบ” มาผสานกับ “นวัตกรรม” เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดเฉพาะ และสามารถขยายมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าการขายวัตถุดิบแบบเดิม


โอกาสของไทย ไม่ใช่แค่ผลิตอาหาร แต่ต้องสร้าง Food Innovation

    ทิศทางของตลาดโปรตีนทางเลือกกำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร จากการแข่งขันด้านปริมาณและต้นทุน ไปสู่การแข่งขันด้านนวัตกรรม คุณค่าทางโภชนาการ ฟังก์ชัน และความสามารถในการตอบโจทย์ผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม

    สำหรับประเทศไทย นี่จึงเป็นโอกาสในการใช้ข้อได้เปรียบจากความหลากหลายของวัตถุดิบ ผสานเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านอาหาร งานวิจัย และเทคโนโลยี เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและสามารถแข่งขันในตลาดโลก

    โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการทำให้วัตถุดิบไทย “ขายได้” แต่คือการทำให้วัตถุดิบเหล่านั้นสามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมอาหารที่มีตลาด มีมูลค่า และขยายสู่ระดับโลกได้ เพราะหากทำได้สำเร็จ ประเทศไทยอาจไม่ได้มีบทบาทเพียงในฐานะ “ครัวของโลก” แต่สามารถขยับขึ้นไปอีกขั้นสู่การเป็น food innovation hub ที่สร้างทั้งผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และธุรกิจอาหารรูปแบบใหม่ให้กับตลาดโลก



ภาพ: NIA



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ยุคนี้ต้องดีต่อสุขภาพ-โปรตีนสูง! “ดัชมิลล์” เร่งเครื่อง Healthier Choice ปั้นสินค้าสุขภาพแตะ 50% ของพอร์ตใน 3-5 ปี จ่อส่งนวัตกรรมใหม่ 20 รายการ ย้ำแชมป์ Dairy Product

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine